..ในหนึ่งวัน... วันที่คุณคิดว่า มันย่ำแย่ที่สุด...นอนตี4 ตื่นหกโมงเช้า
นมบูด ยาสีฟันหมด รถน้ำมันหมด อาจารย์สอบโดนไม่บอก กิ๊กแอบไปมีกิ๊ก แฟนแอบไปหาแฟนใหม่
เงินหมด กระเป๋าตังค์หาย รองเท้าหายไปข้างนึง ฝนตก ฟ้าร้อง แดดร้อน อาไรก็ตามแต่
แต่เชื่อเหอะ ว่าหนึ่งวันวันนั้นคุณจะต้องมีเรื่องดีๆ ซักเรื่องเกิดกับคุณ
เพียงแต่เรามักจะมองข้ามสิ่งดีๆ ที่เกิดกับเราไป ไม่ใส่ใจ ไม่จดจำ
สิ่งที่เราจดจำได้อย่างแม่นยำ และไม่อาจลืมได้ ล้วนมีแต่เรื่องร้ายๆ
....หลังจากระบายอารมณ์มาหลายวัน...ก็มานั่งอ่านอารมณ์เก่าๆ ที่ผ่านมาของตัวเอง
ปกติฉันเป็นคนที่เขียน diary เสมอ แต่ถ้ากลับไปอ่านดู มักจะเจอแต่เรื่อง "เฮงซวย"
เรื่องดีๆ ไม่ค่อยจะมีให้จดจำเลย
ไม่ใช้ว่าฉันไม่อยากเขียนเรื่องดีๆ หรอกนะ... เพียงแต่ ในยามที่เรามีความสุข เรามักจะจำอารมณ์สุขของเราไม่ได้
แต่เรามักจะหดหู่และจมปลักอยู่กับอารมณ์ซึมเศร้า
ฉันเคยเขียน diary ที่มีแต่เรื่องดีๆที่ ฉันทำในหนึ่งวัน หรือ เรื่องดีๆ ที่แวะมาทัำกทายฉัน
วันนี้ตื่นไปเรียนแต่เช้าด้วยนะ วันนี้ช่วยคนแปลกหน้าเก็บเหรียญที่ตกด้วย
วันนี้มีคนยิ้มให้กำลัังใจตอยอาจารย์ให้ตอบคำถาม
วันนี้ฉันลืมเธอได้แล้วนะ.....เรื่องดีๆ
ฉันเขียนได้ไม่ถึง 1 สัปดาห์...อาการจิตกำเริบอยากระบายอารมณ์ มันก็ถามหา
อย่างที่บอกไป เรื่องดีๆ เรามักจะมองข้ามมันไป
.....ความจริงเมื่อวานก็มีเรื่องดีๆ เกิดกีับฉันตั้งหลายเรื่อง
อย่างน้อยการที่คนมีอาการจิตตกอย่างรุนแรงอย่างฉัน ยังมีเพื่อนไปกินข้าวด้วยก็นับว่าประเสริฐอย่างยิ่งแล้ว
เรื่องดีๆ เช่น เลือกนิยายไม่ผิด สนุก ขำ ฮา...อ่านแล้วเหมือนลืมไปเลยว่าตอนนี้เรากำลังอยู่บนโลกในเก่าๆ
ฉันทำงานที่คั่งค้างไว้กว่า2 อาทิตย์เสร็จ
ไม่ว่าจามันจะปิดไปครึ่งหนึ่ง แต่ฉันก็สามารถทำการทดลองมาราธอนครบถ้วน..อีกมากมาย
........................แต่เรื่องดีๆ ....ก็มักจะไม่ยืนยาวอยู่ในความทรงจำ ของเรา
แต่ก็นั่น แหล่ะ ชีวิตใน 1 วันก็ไม่ได้มีเรื่อง perfect ไปทุกเรื่อง
เหมือนอย่างวันที่ฉัน ฟื้นตัวได้วันนี้.................................
เหมือนจะเป็นวันแรกในรอบ 1เดือนที่ฉันสามารถจัดการทุกอย่างได้ภายในเวลาที่ต้องการ
ทำได้ดีซะด้วย...แถมยังเหลือเวลาที่จะใช้ชีวิตไร้สาระอย่างไม่เสียดาย
แต่ตามปกติวิสัย ของคนที่อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี...ชอบหาอะไรให้ตัวเองทุกข์...
..............จำได้มั๊ย..(ใครบอกไม่ได้...!!) ที่เคยระบายไปว่า อกหักที่เดียวสองวัน
ความจริงมันก็ไม่ใช่ความผิดอะไรของเค้าเลยนะ
เค้าก็แต่ดำเนินชีวิตของเค้าเรื่อยไป...เพียงแค่ เราไปอยากรู้ความเป็นไปของเค้า
พอมันไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ...ก็มางมงาย ร้องไห้ เสียใจ โดยที่ไอ้งั่งนั่นไม่รู้สึกตัวซักนิดเดียว...
เอา เริ่ม......
เมื่อเดือนธันวาปีก่อน....ฉันโดนผู้ชายคนหนึ่งบอกว่า..ไม่ต้องโทรหาบ่อยแล้วนะ...ผมไม่ว่าง
หากผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่ฉันเข้าไปจีบ ไปวุ่นวาย ไปกวน ก็คงไม่ว่า
แต่ผู้ชายคนนั้น อยู่ในฐานะเพื่อนมอปลาย...ที่รู้จักกันมา 4 ปี
แล้วมันก็แค่...ฉันแอบชอบเค้า ...
...................เรื่องราวมันเริ่มต้น...หลังจากที่ต่างคนต่างแยกย้ายไปเรียนตามที่แต่ละคนถนัด
เค้าได้โควต้า เรียนสาขา..เกี่ยวกับ multi ฉันสละโควต้า ที่สอบได้พร้อมเค้า ซึ่งเป็นความฝันอย่างหนึ่งของฉัน
มาตามหา...ฝันลมๆแล้ง..ที่ำไกล..ออกมา
ความจริงช่วงระหว่างที่เรียนด้วยกัน..มันก็ไม่มีอะไรหรอก
ฉันไม่รู้สึกอะไรกับเค้าเลย
จะว่าไป...แทบจะจำอะไรเกี่ยวกับเค้าไม่ได้เลย ด้วยซ้ำ
จนมานั่งนึกๆ ดู ..จึงรู้ว่า ความจริง ฉันกับเค้าทำอะไรด้วยกันมากมาย...แต่..ก็ตามปกติ..ฉันไม่ได้สนใจ
ตอนจบไปแล้ว...ฉันก็ยังคงเส้นคงวากับการไม่สนใจเค้า...
แต่ยอมรับว่าอิจฉาเค้านิดๆ ที่ได้ทำอะไรตามที่ตัวเองฝัน...มันเป็นอะไรที่ดูยิ่งใหญ่มาก
วันหนึ่งฉันก็ติดต่อเค้ากลับไปในฐานะเพื่อนเก่า...ก็คุยกันเรื่อยๆ ถามนั่นถามนี่ ปรกติ..ไม่มีอะไร
จนวันหนึ่งฉันรู้ว่าเค้าไว้ผมยาว...
มันก็ปกตินะ สำหรับพวกศิลปินที่ไว้ผมยาว..
แต่ฉันแพ้คนอยู่ 2 ประเภท.. ผู้ชายผมยาว กับผู้ชายผมหยัก...ชอบมากกกกกกกกกกกก
ยิ่งเป็นพวกศิลปิน...ถ่ายภาพ วาดรูป...เล่นเปียโน...ยกใจให้เลย
บังเอิญชอบคนที่ผลงาน.....ไม่ได้ชอบที่น่าตา...
มันก็ยังไม่มีอะไีร..แค่เราก็คุยกันมากขึ้นจาก 5 นาที่ เป็น 1 ชั่วโมง.. ..บางทีเค้าก็โทรมา...บางทีฉันก็โทรไป...ประมาณ เดือนละครั้ง..
ฉันรู้อะไรเกี่ยวกับเค้ามาก...และ...ประทับใจมากขึ้นเรื่อยๆ
จนวันหนึ่ง.....ฉันเริ่มนั่งคุยกับตัวเอง ค้นหาความรู้สึก..ตาย-่า...ชอบเพื่อน
จะบอกเพื่อนคนไหนก็ไม่ได้...อาย..........แต่ก็ยังเก็บไว้เรื่อยๆๆๆๆ...
จนวันหนึ่ง..ฉันบอกเค้าไปว่า..เฮ้ย กุชอบมึงนะ...สงสัยเค้าคิดว่าฉันล้อเล่นมั้ง
จากนั้นอีกไม่นาน...เค้าก็เิืริ่มไม่รับโทรศัพท์...และบอกว่า ไม่ต้องโทรหาเค้าบ่อย
อึ้งไประยะหนึ่งเลย..........
เค้าคงเข้าใจว่าเราอยากเป็นแฟนเค้ามั้ง...ความจริงเราก็แค่ชอบนะ...ถ้าให้เป็นแฟน..มันคงเป็นไปไม่ได้
(ประมาณว่าตั้งชื่อลูกไว้เรียบร้อย)......
สงสารเค้าเหมือนกัน...แต่เราก็ช็อค...เพราะตอนแรกก็วางแผนจะไปเที่ยวที่มอเค้าเหมือนกัน
บังเอิญว่าเพื่อนเก่าที่นั่นประมาณ โหลหนึ่งโทรมากระตุ้นให้ไปด้วย
จำได้ว่า...เหมือนตายไปประมาณเดือนหนึ่ง...เพื่อนเราที่เคยคุยกับเค้าบอกว่า...เค้าบอกว่าเค้ายังไม่อยากมีแฟน
แต่ถ้าเค้ามี...เค้าเรียนแบบนั้น เค้างานเยอะ..ถ้ามีแฟนเค้าก็อยากได้แฟนที่มา take care เค้า..เข้าใจค่ะ
เมื่อโดนห้ามโืทร...ฉันก็รู้สึกสับสน..อยากเล่าอะไรให้เค้าฟังเยอะแยะ
แต่โทรหาไม่ได้..ฉันเลยตัดสินใจเขียน diary ..เป็นการเขียนถึงเค้าทุกวัน เป็นเวลาหนึ่งเดือน
จนเพื่อนเก่าๆ ติดต่อมา ....ช่างมัน...ฉันไม่ได้จะไปหาเค้าซักหน่อย...เพื่อนคนอื่นฉันก็มีเว่ย
ฉันตัดสินใจเก็บเงินก้อนแรกในชีวิต
...แต่มันบ้าบิ่นมากเลยนะ กับการเดินทางคนเดียวครั้งแรก...และตั้งนั่งรถ6ชั่วโมงกว่าๆ...ตอนกลางคืน
ฉันกำหนดวันเดินทางแน่นอน.......พอเค้ารู้วัน..เค้าก็โทรมาถาม...
ฉันตัดสินในเลื่อนกำหนดให้เร็วขึ้น โดยสั่งห้ามเพื่อนทุกคนอย่าบอกเค้า....
แต่ตอนที่ฉันกำลังรอขึ้นรถอยู่นั้น เค้าก็โทรมา...แล้วบอกว่า ลองโทรมาเฉยๆ...
ฉันไม่ได้โง่นะ....ไม่สนใจก็ไม่สนใจฉันให้ตลอดสิ....อย่างนี้เค้าเรียกว่า...ให้ความหวัง
พอไปถึงจุดหมาย...ฉันก็อยู่กับเพื่อนๆ...happy...
ผ่านไป เกือบ 2 วัน...เค้าก็โทรมาพร้อมกับคำถามว่า "อยู่ไหน"....
ยังไงก็เพื่อน......เค้าเปลี่ยนไปเยอะ...หน้าตาเถื่อนจัด....บุคลิกโสโครกที่เพิ่มขึ้น....
แต่พอได้ไปเข้าเรียนด้วย....ก็รู้สึกว่า...เค้ามีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่เค้ารักจริงๆ
ความศรัทธาในตัวผู้ชายคนนี้ก็ยังไม่จางไป
..................ฉันไปอยู่ที่นั่น 1 อาทิตย์
ก่อนกลับฉันฝากเพื่อนเอา diary เล่มนั้นให้เค้า...และฉันก็ได้รับโทรศัพท์บอกว่า "เค้าอ่านแล้วนะ" หลังจากที่กลับมาุถึงที่มอ............
.........................ตัดไม่ขาด..................................
เราก็ยังติดต่อกัน...แต่ก็นานๆครั้ง โดยส่วนมากเค้าก็ไม่ค่อยรับโทรศัพท์ตามสไตน์..
วันไหนที่คุยกันได้เกิน 5 นาทีนี่แสดงว่า...โชคดีสุดๆ วันรุ่งขึ้นฉันต้องไปทำบุญเลยแหล่ะ
............เราก็อยู่กันมาอย่างนี้เรื่อยๆ..................จนกระทั่งธันวาปีนี้
มันเริ่มแปลก โดยเวลาฉันออนไลด์ เค้าเริ่มเข้ามาทักก่อน..........ผิดปกติ
จนกระทั่ง เค้าเปลี่ยนหัวข้อออนไลด์...มันเป็นอะไรที่ฉันสัมผัสได้ว่ามันต้องมีอะไรที่ไม่เหมือนเดิม
วันที่ 1 name"t"
วันที่ 2 name"0"
วันที่ 3 name"e"
วันที่ 4 name"y".............ฉันถามทุกวันถึงความหมายของตัวอักษรเหล่้านี้
วันแรกเค้าตอบมั่ว วันที่สองให้2ไปถามเพื่อน วันที่ 3 เงียบ..และัวันสุดท้ายฉันก็ได้รู้คำตอบ
ฉันไม่ได้อ่านคำนี้ออกหรอกว่ามันเป็นชื่อคน
บังเอิญว่า..ได้คุยกับเพื่อนที่เรียนอยู่กับเค้า ..เล่าให้ฟังว่าเึค้ากำลังกิ๊กกับสาวอยู่
ไม่ว่าสาวคนนั้นจะเป็นใคร..คงต้องบ้าบิ่นพอสมควร และใช้ึความกล้าหาญอย่างมากที่กิ๊กกับผู้ชายคนนี้ได้ ฉันคิด..
ผู้ชายที่มีโลกส่วนตัวสูง..พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องคนนี้
แล้วเค้าก็พลาด...ที่ส่ง friend request hi5 มาให้ฉัน..............ปริศนาคำคัวอักษรสี่ตัวก็เลยถูกเผย
ความรู้สึุกศรัทธาในความเป็นตัวของตัวเองของผู้ชายคนนี้..ค่อยๆลดลง
เมื่อฉันทราบได้ว่าที่เค้ายอมมาเล่นเวบไร้สาระแบบคนทั่วไป..เพียงเพราะผู้หญิงคนหนึ่งบอกให้ทำ
..ผู้หญิงคนนี้น่ารักจริงๆ ...ฉันยอมรับ...
ฉันไม่ใช่ประเภทนางมารร้ายที่พอตัวเองถูกปฎิเสธ..ก็ไปโวยวาย ไปวุ่นวาย สาปแช่งเค้า
ฉันออกจะทึ่งในตัวผู้หญิงคนนี้ด้วยซ้ำ
ที่สามารถทำให้ผู้ชายที่คุยกับฉันไม่้เกิน 5 นาที่คุยกับเธอได้เป็นหลายๆ ชั่วโมง
ที่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้ชายที่ไม่ค่อยยินดียินร้ายกับโลก..เป็นผู้ชายที่สนใจว่าโลกนี้ยังมีคนอื่นอยู่
ที่สามารถทำให้ผู้ชายที่พูดจาห้วนๆกับฉัน สามารถพูดจาไพเราะ อ่อนหวานกับเธอได้
...และสามารถเปลี่ยนเค้ากลายเป็นผู้ชายอีกคน...คนที่ฉันไม่เคยรู้จัก
ฉันร้องไห้อยู่ คืนหนึ่งหลังจากรู้ว่าเค้ามีกิ๊ก..แต่พอ..ฉันรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเค้า ฉันก็ทำใจ
เพราะผู้ชายคนที่ีฉันเคยชอบได้หายไปแล้ว
ฉันตัดสินใจลบเมล์ของเค้า...เพราะบอกว่าทำใจได้ยังไง
ฉันก็ไม่อาจจะอ่านข้อความหวานประเภท คิดถึง...จัง...หรือ รักเธอจังได้ทุกวันที่ฉันใช้ MSN หรอก
ส่วนเรื่องโทรศัพท์...ก็คงรอเค้า หรือไม่ก็ฉันแต่งงานไปก่อน
ถึงจะโทรไปหาเค้าใหม่...โดยจะได้สบายใจในทุกๆฝ่าย..ว่าฉันได้โทรไปในฐานะเพื่อนจริงๆ
.............................................
edit @ 13 Dec 2007 01:16:29 by นภธารา
edit @ 13 Dec 2007 01:44:30 by นภธารา