diary

dear my sunflower??

posted on 10 Dec 2007 00:51 by naphathara  in diary

ถ้าจะให้คุณแทนคนๆหนึ่งเป็นดอกทานตะวันแล้ว..คุณนะคิดถึงใคร???

ฉันเดินดูดอกทานตะวันตอน สองทุ่มครึ่ง...ตอนที่ท้องฟ้ามืดหมดแล้ว

ช่วงนี้ใกล้รับปริญญา..ทั้งมหาลัยก้อเลยเร่งปลูกดอกไม้แืทนผักชี..ทิวทัศน์เลยสวยขึ้นผิดหูผิดตา

แต่ยังไงก็คงไม่มีใครมาเดินดูดอกทานตะวัน ตอนสองทุ่มหรอกนะ

วันนี้ฉันดำเนินชีิิวิตออกนอกเส้นทางเล็กน้อย...

แต่ให้ตายเหอะ การทำอะไรที่ไม่ชินนี้มันยุ่งยากชะมัด

ตั้งแต่การพยายามทำตัวเป็นนักเรียนที่ดีัออกไปอ่านหนังสือที่หอสมุด

โดยวางแผนว่าจะไปทานข้าวกลางวัันที่ร้านปักษ์ใต้ขาประจำ..

นั่งอ่านหนังสือที่มุมประจำชั้นสามจนประมาณซัก 6 โมงเย็น

ท่องโลกอินเตอร์เนตสักเล็กน้อย ยืมนิยายที่อ่านแล้วจะทำให้ลืมไปว่าตัวเองยังหายใจอยู่ในห้องเช่าเดิมๆ

ทานผลไม้เพื่อลดความอ้วนแทนมื้อเย็น

กลับหอ..เล่นโยคะ ดูหนังดีๆ สักเรื่อง แล้ว chat กับชายหนุ่มสักคนที่หลงเข้ามาติดกับ

 

แต่ มันก้อแค่แผน.....

ทุกอย่างล่มไม่มีชิ้นดี

เริ่มจาก ร้านอาหารปักษ์ใต้ปิดโดยไม่บอกกล่้าว..

แกงไตปลา กับผักสด ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารจะต้องล้มเลิก...

นรกชัดๆ ฉันไม่ชอบอะไรที่ต้องเดินออกนอกทางที่ทำเป็นประจำเลย

ฉันเลยตัดสินใจไปทานกลางวันในโรงอาหารในมหาลัย

ให้ตายเหอะ...ฉันไม่ชอบเลยที่ต้องไปอยู่ในที่ที่คนพลุกพล่าน

เวลาทำอะไรเป็นต้องระแวงว่ามีคนมอง...

ถึงฉันจะรู้ตัวเองเต็มอกว่าเป็นคนหน้าตาไม่ีมีอาไรดี

แต่ถึงกระนั้นเวลาเดินผ่านฝูงชนฉันก็ยังคิดเสมอว่า เค้าต้องมองตามแล้วต้องคิดนินทาอะไรฉันในใจแน่ๆ

(เพราะฉันทำกับคนอื่นเป็นประจำไงหล่ะ)

สรุปมื้อกลางวันที่ไม่น่าประทับใจก็ผ่านไปได้..ด้วยดี(มั้ง)

ฉันขับมอ'ไซด์ ฮอนด้าสีฟ้าบรอนซ์เก่าๆ ซึ่งเป็นชื่อของพี่สาวฉันไปยังหอสมุด.

มันไม่ได้โดนน้ำมาแระมาณสองเดือนได้

และหลังจากที่ฉันพามันชนท้ายรถเพื่อนตัวเองมา มันก้อวิ่งไม่ค่อยสมประกอบเท่าไร

เฮ้อ...ขนาดฉันวางแผนแล้วว่าจะจอดรถตรงไหน พอถึงเวลาจริงๆก็ไม่ได้จอดตรงที่คาดไว้

.........ฉันเดินเข้าไปในหอสมุด โชคดีที่เจอเพือนคนหนึ่ง (หรือว่าโชคร้ายไม่ทราบ)

ฉันตัดสินใจเข้าไปทักทายเล็กน้อย แล้วขอตัวขึ้นไปอ่านหนังสือ

ค่อยๆ เดินขึ้นชั้นสาม ...ตั้งใจจะไปที่มุมประจำ

..ฉันไม่รู้จะหาคำสบถอะไรมาพูดอีก..คนเต็ํมหอสมุดเลย

ทั้งๆที่เมื่อวาน หอสมุดแห่งนี้เหมือนหอสมุดร้างชัดๆ

ฉันค่อยๆ เดินลัดเลาะไปตามชั้นวางหนังสือภาษาต่างประเทศ ..

ไม่กล้าจะเดินลุยเข้าไปโต๊ะประจำตรงๆ หรอก เพราะถ้าไปแล้วเจอคนอยู่ ฉันรู้สึกอายๆ เสียหน้าที่ต้องเดินออกมา

อย่าคิดว่าฉันเป็นพวกวิตกจริตเลยนะ

แต่ฉันก็เป็นแบบนี่้เสมอ..ฉันมักจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าอายหากเราต้องเดินเข้าไปต่อแถวซื้อปอบคอร์น แล้วปรากฎว่ามันหมด ตอนถึงคิวฉันพอดี..

แต่สุดท้าย ไม่ว่าจะวางมาดว่าเดินเข้าไปหาหนังสือ แต่สุดท้าย ก็ต้องเดินออกมาเพราะที่เติม

ฉันทำทีเดินไปที่คอมพ์เพื่อค้นหนังสือบ้าๆสักเล่ม...ทำท่าทีว่ามันไม่มี

แล้วเดินลงไป ..ไปหาเพื่อนคนเดิม เพื่อไปนั่งหลับทั้งๆ แดดมันแยงตา

ดมกลิ่นกาแฟที่หอมหวน...ที่ฉันไม่สามารถจะชิมรสพวกนั้นได้เลย เพราะมันขมเกินไปสำหรับฉัน

เซ็ง ชะมัด

สรุป ฉันหิวจัดจนต้องไปหาอะไรกิน กี่ๆร้านๆก็ปิดหมด เลยลงเอยด้วย ต้มเลือดหมูที่มีเลือดหมูแค่สองก้อน นอกนั้นเป็นเครื่องใส กับผักอะไรซักอย่าง โรยด้วยกระเทียมเจียวซึ่งฉันไม่กระเดือกมาเลยตลอด 21 ปี..

สั่งนมสด ใส่ชาเนสที แต่กลับได้ ชาเนสทีเพียวๆซึ่งฉันดิ้ินร้นเพื่อหากินทั้งวัน แต่ เป็นเมื่อวาน

เซ็งจิต...ขับรถมาจอดที่ริมสระน้ำ....อยากปล่อยอารมณ์ไปเรื่อยๆ

เลยตัดสินใจเดินๆ เดินๆ เดินๆ

ดูดอกทานตะวัน

ตกลง...ได้ชื่อ คนที่คุณแทนเค้าเป็นดอกทานตะวันหรือยัง

...ฉันคิดเอาเองนะ ว่าคนที่เราคิดว่าเค้าเป็นดอกทานตะวัน

ต้องเป็นคนที่มีความหมายสำหรับเรา

เค้าต้องเป็นที่เราอยู่ใกล้แล้ว รู้สึกอบอุ่น และเหมือนเป็นคนทีี่่จุดแสงสว่างให้แก่ชีวิตเรา

จนเราอยากมองตามเค้า...เหมือนที่ดอกทานตะวันมองตามประอาทิตย์

แต่มันก็แค่อะไรที่ฉันคิดขึ้นมั่วๆ 

เชื่อมั๊ย ว่าฉันนึกไม่ออกว่า จะหาใครมาเป็นดอกทานตะวัน

 

 

เข้าขั้น

posted on 12 Dec 2007 02:55 by naphathara  in diary

....มองดูนาฬิกาหน้าจอคอม เกือบตีสามแล้ว..

จะว่าไปมันก็น่าแปลกจะ ทั้งห้องมีนาฬิกา 3 เรือนแต่ตายทั้งสามเรือน

เหมือนกับว่า เวลามันหยุดไปหมดยังงั้นแหล่ะ

 

    ฉันเป็นคนที่ยึดติดกับเวลามาก เข้าขึ้นว่ามากเกินไป 

    ฉ ันมักจะคิดไว้ตั้งแต่ก่อนนอนว่า วันพรุ่งนี้ จะตื่นกี่โมง อาบน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า จะสระผมด้วยหรือเปล่า จะต้องมีธุระไปไหนมั๊ย แล้วจึงตั้งปลุกด้วยนาฬิกามือถือที่ตั้งนาฬิกาไว้เร็วไป 20 นาที และจนบัดนี้ฉันก็ไม่รู้ว่วาทำไมฉันต้องตั้งนาฬิกาเร็วขนาดนั้นด้วย ...มันเริ่มจากการที่ตั้งเร็วไป 5 นาที ตอนฉันอายุ 13 และเพิ่มเป็น 10 นาทีีตอนฉันอายุ 15 ... ช่วงที่ฉันอายุ 16-18 ฉันไม่มีนาฬิกา ..

พอฉันเริ่มมีมือถือ ความวิตกจริตเรื่องเวลาก็กลับมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง

เหมือนมันเป็นความผิดเล็กๆ ที่ฉันต้องเดินตามเวลาที่คนอื่นเดินกัน

ฉันปรับนาฬิกา เร็วขึ้น 13 นาที และบัดนนี้ฉันอายุ 21 ...เวลาของฉันมันเดินเร็วไปก่อนคนอื่นๆในโซนเวลาเดียวกัน  20 นาทีเรียบร้อย.. โดยฉันก็ลืมไปแล้วว่าฉันไม่ได้ใช้เวลาเดียวกับคนอื่นๆ

ฉันมักจะไปก่อนนัดและนั่งรออย่างเหนื่อยหน่ายว่าทำไมถึงมีแต่คนผิดนัดอยู่เรื่อย

จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันตื่นสาย และจัดการอาบน้ำแต่งตัว ไปเรียน ...นาฬิกาบอกฉันว่า..ฉันสายไป 15 นาที

แต่พอไปถึงอาคารเรียน..ฉันเป็นคนแรกของ class และห้องเรียนยังไม่เปิด

ฉันเลยเพิ่งตระหนักว่า...เวลาของฉัน กับ ของคนอื่นมันไม่ใช่ ตัวเลขเดียวกัน

ทั้งๆที่.....เราอยู่ในห้วงเวลาเดียวกัน..

 

เอา ไปยาว......เพิ่งรู้ว่ามีคนมาอ่าน blog ด้วยแฮะ.......

ความจริงมันก้อ เรื่องจริงทั้งหมดนะ..เปลี่ยนก็แค่ชื่อคน กับความรุนแรงทางอารมณ์ที่ลดลงจากความเป็นจริง

ความจริงวันนี้เป็นวันที่หนักหน่วงพอสมควร  เข้าขั้นระยะไม่ปลอดภัย

....จาเริ่มดีมั๊ย.....??? ใครหลงมาไม่อ่านก็ได้นะ ...เด๋วหาว่าคนเขียนโรคจิต

 

 ................................................................

ฉันนั่งมองกองหนังสือที่วางอยู่บนเตียง

มีคนถามฉันหลายครั้งเหมือนกันว่าทำไมมีสองเตียง แต่นอนแค่เตียงเดียวทั้งที่ลากเตียงไปติดกันแล้ว

อีกเตียงหนึ่งฉันเอาไว้วางหนังสือ ...ที่นอนขนาดสามฟุตมันก็เพียงพอแล้วสำหรับการนอนคนเดียว

ฉันแค่อยากหัดให้ชิน..ไม่ใช่หัดไว้รอวันที่มีคนนอนด้วยหรอกนะ

แต่ชีวิตคนเรามันไม่แน่ไม่นอน วันหนึ่งฉันอาจจะตกเป็นนักโทษ เป็นเชลยสงคราม วันนั้นที่นอนของฉันอาจจะมีพื้นที่กว้างแค่ ฟุตเดียว..การหัดลำบากไว้ เมื่อเจอสถาณการณ์มาจริงๆ จะได้ไม่ตาย

 ....พรุ่งนี้ฉันมีเรียนตั้งแต่แปดโมง แต่มันก็แค่ในตารางเรียน ซึุ่งฉันไม่เคยตื่นไปเรียนซักที

แต่ที่น่าลำบากใจคือฉันต้องทำงานส่งตอนบ่ายโมง....ฉันดูท่าทีของตัวเองวันนี้แล้วไม่ไหว

ฉันต้องนอนไม่หลับแน่นอน...ฉันรู้สึกเบลอๆ ไม่อยากคิด ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น

อยากนอน..แล้วกรีดร้อง.......เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

เพื่อนโทรมา............การสนทนาดำเนินไปเรื่อยๆ ...

คำถาม....ฉันเครียดอะไร?

คำตอบ....ไม่รู้...ฉันคิดว่าฉันมีความสุขดี...แต่ไม่...ฉันไม่มีจุดหมาย...ไม่มีความตื่นเต้นไม่มีแรงกระตุ้นให้กระเสือกกระสนดิ้นรนหายใจต่อไป

...น้ำตาเริ่มไหล...พร้อมกับการวางสาย....

 บางครั้ง การอาบน้ำมันอาจจะช่วยได้...มันช่วยได้เสมอแหล่ะ

.....แต่...ฉันสังหรณ์ใจอยู่ลึกๆ...หากวันใดอาการแบบนี่มาเยี่ยมเยือนฉัน  มันหมายความว่าฉันจะนอนไม่หลับทั้งคืน...และฉันก็เกลียดมันมาก..การนานไม่หลับ

 ....ฉันตัดสินใจกินยาแก้แพ้ หรือลดน้ำมูกอะไรซักอย่าง...มันมีผลข้างเคียงแน่ๆ คือ ความง่วง

ไม่ว่าตัวยามันจะไปกระตุ้นให้ complemnent ในระบบเลือดตัวไหนทำงานฉันก๋ไม่สนหรอก

ขอแค่ฉันสามารถเข้านิทราได้ก็พอ.......

ฉันอาบน้ำ ...อืม...สดชื่น แล้วมานอนทำงาน

สายตาเริ่มพร่าเลือน...ใจฉันเิืริ่มสั่น...ความรู้สึกกลัวเริ่มเข้ามาหา...

ฉันเริ่มวิตก...กลัวทำงานไม่ทัน กลัวทำข้อสอบ pretest ไม่ได้  กลัวตื่นไปเรียนไม่ได้

...แต่.... ยาที่กินเข้าไปมันยังไม่เสื่อมสภาพ...มันทำงานได้ดี

แต่ให้ตายเหอะ...มันไม่ได้ทำให้ฉันง่วงนอนเลย

มันทำให้หัวใจฉันเต้นเร็ว ไม่มีแรง...เหมือนคนเมาชัดๆ...

ฉันรู้สึกสะลืมสะลือ แต่ก็รุ็สึกตัว...เหมือนว่าฉันลอยอยู่บนเมฆบางๆ ที่บางครั้งตัวฉันก็ตกลงมาบนน้ำ..แล้วก็ลอยขึ้นไปใหม่....มันไม่ได้ช่วยอะไรดีขึ้นเลย

 

.................................ในที่สุด วันใหม่มันเริ่มต้นขึ้น

ฉันรู้สึกเปลี่ยนไป...เปลี่ยนไปจริงๆ

ฉันรู้สึกตึงเครียด หวาดระแวง และวิตกกังวล...ตามปกติฉันไม่เคยปล่อยให้อารณม์เหล่านี้มาครอบงำฉัน

ใจฉันเหมือนมันจะัเต้นรัวอยู่ตลอดเวลา....สงสัยยามันฤทธิ์แรง......

 ฉันพยายามอย่างยิ่งที่จะบังคับตัวเองให้ดำเนินชีวิตต่อไปอยางคนทั่วไป

แต่หน้าตาฉันมันคงจะไม่เต็มใจจะดำเนินชีวิต...ฉันเดินผ่านผู้คนหลายคน..ที่ฉันเห็นตัวเองในแววตาของเขาเหล่านั้น

มันคือผู้หญิง หน้าตาโทรม หน้านิ่วตลอดเวลา ..และเจ้าอารมณ์

ให้ตายเหอะ......ฉันต้องการ กาเฟอีน หรืออะไรก็ได้ที่มันทำให้ฉันรู้สึกดีขขึ้น

..ฉันได้บอกไปหรือยัง ว่าฉันกินกาแฟไม่ได้...ฉันรับรสขมของกาแฟไม่ได้..

ที่ดีที่สุดสสำหรับฉันคือ ชาเนสทีเข้มข้น ที่มีคนหลายคนบอกว่า รสชาิิติไม่ต่างจากกาแฟ

ต่าง มันต่างสิ...อย่างน้อยความหอมหวลมันก็ต่างกันลิบลับ...

ไม่รู้ว่าฉันพาตัวเองเดิน และ หายอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายด้วยสภาวะตึงเครียดภายใจจิตใจขนาดนั้น เป็น 6 ชั่วโมงได้อย่างไร  โดยที่ไม่มีเรื่องกับใครเลย(การห้ามตัวเองในเรื่องนี้มันเพิ่มความเครีัยดเป็น 2 เท่า)

ฉันปฎิเสธคำชวนของเืพื่อนที่จะไปเดินย่อยอาหารในตลาดนัด

สิ่งที่ฉันต้องการคือ...ขอพื้นที่ส่วนตัว..

ฉันเร่งความเร็วของรถ...มากจนฉันได้สติ.....

พอประตูห้องปิดห้อง....ทุกอย่างก็ระเบิดขึ้น

....ฉันกรีดร้อง...แต่ไม่มีเสียงออกไป แต่ที่ออกมาคือน้ำตาที่ไหลเป็นสาย

ฉันพยายามหาสาเหตุของอาการซึมเศร้า ....หาไม่เจอ

บางคนเคยบอกว่า...เมื่อเจอเรื่องหนักใจ..ให้ปล่อยมันไป

นี่ไง....ฉันปล่อย.....ปล่อยมันเรื่อยๆ แต่ความเครียดมันค่อยๆสะสม

เมื่อฉันต้องการหาต้นตอ...ฉันหาไม่เจอ..เพราะฉันได้เปลี่ยนเอาความทรงจำใหม่ๆมาปิดทับเรื่องราวที่ทำให้ฉันหนักใจหมดแล้ว

หรือไม่ก็... ฉันไม่กล้าที่จะยอมรับความจริงว่า...เรื่องเหล่านั้นมันทำให้ฉันเป็นทุกข์

 

เพราะฉันมันขี้ขลาดเกินไป...

 

การร้องไห้ และกรีดร้องอาจจะช่วยได้ในระยะสั้นๆ

 

และคืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ฉันนอนไม่หลับ...

 

naphathara 

 

 


 

..ในหนึ่งวัน... วันที่คุณคิดว่า มันย่ำแย่ที่สุด...นอนตี4 ตื่นหกโมงเช้า

นมบูด ยาสีฟันหมด รถน้ำมันหมด อาจารย์สอบโดนไม่บอก กิ๊กแอบไปมีกิ๊ก แฟนแอบไปหาแฟนใหม่

เงินหมด กระเป๋าตังค์หาย รองเท้าหายไปข้างนึง ฝนตก ฟ้าร้อง แดดร้อน อาไรก็ตามแต่

แต่เชื่อเหอะ ว่าหนึ่งวันวันนั้นคุณจะต้องมีเรื่องดีๆ ซักเรื่องเกิดกับคุณ

เพียงแต่เรามักจะมองข้ามสิ่งดีๆ ที่เกิดกับเราไป ไม่ใส่ใจ ไม่จดจำ

สิ่งที่เราจดจำได้อย่างแม่นยำ และไม่อาจลืมได้ ล้วนมีแต่เรื่องร้ายๆ

....หลังจากระบายอารมณ์มาหลายวัน...ก็มานั่งอ่านอารมณ์เก่าๆ ที่ผ่านมาของตัวเอง

ปกติฉันเป็นคนที่เขียน diary เสมอ แต่ถ้ากลับไปอ่านดู มักจะเจอแต่เรื่อง "เฮงซวย"

เรื่องดีๆ ไม่ค่อยจะมีให้จดจำเลย

ไม่ใช้ว่าฉันไม่อยากเขียนเรื่องดีๆ หรอกนะ... เพียงแต่ ในยามที่เรามีความสุข เรามักจะจำอารมณ์สุขของเราไม่ได้

แต่เรามักจะหดหู่และจมปลักอยู่กับอารมณ์ซึมเศร้า

ฉันเคยเขียน diary ที่มีแต่เรื่องดีๆที่ ฉันทำในหนึ่งวัน หรือ เรื่องดีๆ ที่แวะมาทัำกทายฉัน

วันนี้ตื่นไปเรียนแต่เช้าด้วยนะ วันนี้ช่วยคนแปลกหน้าเก็บเหรียญที่ตกด้วย

วันนี้มีคนยิ้มให้กำลัังใจตอยอาจารย์ให้ตอบคำถาม

วันนี้ฉันลืมเธอได้แล้วนะ.....เรื่องดีๆ

ฉันเขียนได้ไม่ถึง 1 สัปดาห์...อาการจิตกำเริบอยากระบายอารมณ์ มันก็ถามหา

อย่างที่บอกไป เรื่องดีๆ เรามักจะมองข้ามมันไป

.....ความจริงเมื่อวานก็มีเรื่องดีๆ เกิดกีับฉันตั้งหลายเรื่อง

อย่างน้อยการที่คนมีอาการจิตตกอย่างรุนแรงอย่างฉัน ยังมีเพื่อนไปกินข้าวด้วยก็นับว่าประเสริฐอย่างยิ่งแล้ว

เรื่องดีๆ เช่น เลือกนิยายไม่ผิด สนุก ขำ ฮา...อ่านแล้วเหมือนลืมไปเลยว่าตอนนี้เรากำลังอยู่บนโลกในเก่าๆ

ฉันทำงานที่คั่งค้างไว้กว่า2 อาทิตย์เสร็จ

ไม่ว่าจามันจะปิดไปครึ่งหนึ่ง แต่ฉันก็สามารถทำการทดลองมาราธอนครบถ้วน..อีกมากมาย

........................แต่เรื่องดีๆ ....ก็มักจะไม่ยืนยาวอยู่ในความทรงจำ ของเรา

แต่ก็นั่น แหล่ะ ชีวิตใน 1 วันก็ไม่ได้มีเรื่อง perfect ไปทุกเรื่อง

เหมือนอย่างวันที่ฉัน ฟื้นตัวได้วันนี้.................................

เหมือนจะเป็นวันแรกในรอบ 1เดือนที่ฉันสามารถจัดการทุกอย่างได้ภายในเวลาที่ต้องการ

ทำได้ดีซะด้วย...แถมยังเหลือเวลาที่จะใช้ชีวิตไร้สาระอย่างไม่เสียดาย

แต่ตามปกติวิสัย ของคนที่อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี...ชอบหาอะไรให้ตัวเองทุกข์...

 


 

..............จำได้มั๊ย..(ใครบอกไม่ได้...!!) ที่เคยระบายไปว่า อกหักที่เดียวสองวัน

ความจริงมันก็ไม่ใช่ความผิดอะไรของเค้าเลยนะ

เค้าก็แต่ดำเนินชีวิตของเค้าเรื่อยไป...เพียงแค่ เราไปอยากรู้ความเป็นไปของเค้า

พอมันไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ...ก็มางมงาย ร้องไห้ เสียใจ โดยที่ไอ้งั่งนั่นไม่รู้สึกตัวซักนิดเดียว...

 

เอา เริ่ม......

เมื่อเดือนธันวาปีก่อน....ฉันโดนผู้ชายคนหนึ่งบอกว่า..ไม่ต้องโทรหาบ่อยแล้วนะ...ผมไม่ว่าง

หากผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่ฉันเข้าไปจีบ ไปวุ่นวาย ไปกวน ก็คงไม่ว่า

แต่ผู้ชายคนนั้น อยู่ในฐานะเพื่อนมอปลาย...ที่รู้จักกันมา 4 ปี

แล้วมันก็แค่...ฉันแอบชอบเค้า ...

...................เรื่องราวมันเริ่มต้น...หลังจากที่ต่างคนต่างแยกย้ายไปเรียนตามที่แต่ละคนถนัด

เค้าได้โควต้า เรียนสาขา..เกี่ยวกับ multi ฉันสละโควต้า ที่สอบได้พร้อมเค้า ซึ่งเป็นความฝันอย่างหนึ่งของฉัน

มาตามหา...ฝันลมๆแล้ง..ที่ำไกล..ออกมา

ความจริงช่วงระหว่างที่เรียนด้วยกัน..มันก็ไม่มีอะไรหรอก

ฉันไม่รู้สึกอะไรกับเค้าเลย

จะว่าไป...แทบจะจำอะไรเกี่ยวกับเค้าไม่ได้เลย ด้วยซ้ำ

จนมานั่งนึกๆ ดู ..จึงรู้ว่า ความจริง ฉันกับเค้าทำอะไรด้วยกันมากมาย...แต่..ก็ตามปกติ..ฉันไม่ได้สนใจ

ตอนจบไปแล้ว...ฉันก็ยังคงเส้นคงวากับการไม่สนใจเค้า...

แต่ยอมรับว่าอิจฉาเค้านิดๆ ที่ได้ทำอะไรตามที่ตัวเองฝัน...มันเป็นอะไรที่ดูยิ่งใหญ่มาก

วันหนึ่งฉันก็ติดต่อเค้ากลับไปในฐานะเพื่อนเก่า...ก็คุยกันเรื่อยๆ ถามนั่นถามนี่ ปรกติ..ไม่มีอะไร

จนวันหนึ่งฉันรู้ว่าเค้าไว้ผมยาว...

มันก็ปกตินะ สำหรับพวกศิลปินที่ไว้ผมยาว..

แต่ฉันแพ้คนอยู่ 2 ประเภท.. ผู้ชายผมยาว กับผู้ชายผมหยัก...ชอบมากกกกกกกกกกกก

ยิ่งเป็นพวกศิลปิน...ถ่ายภาพ วาดรูป...เล่นเปียโน...ยกใจให้เลย

บังเอิญชอบคนที่ผลงาน.....ไม่ได้ชอบที่น่าตา...

มันก็ยังไม่มีอะไีร..แค่เราก็คุยกันมากขึ้นจาก 5 นาที่ เป็น 1 ชั่วโมง.. ..บางทีเค้าก็โทรมา...บางทีฉันก็โทรไป...ประมาณ เดือนละครั้ง..

ฉันรู้อะไรเกี่ยวกับเค้ามาก...และ...ประทับใจมากขึ้นเรื่อยๆ

จนวันหนึ่ง.....ฉันเริ่มนั่งคุยกับตัวเอง ค้นหาความรู้สึก..ตาย-่า...ชอบเพื่อน

จะบอกเพื่อนคนไหนก็ไม่ได้...อาย..........แต่ก็ยังเก็บไว้เรื่อยๆๆๆๆ...

จนวันหนึ่ง..ฉันบอกเค้าไปว่า..เฮ้ย กุชอบมึงนะ...สงสัยเค้าคิดว่าฉันล้อเล่นมั้ง

จากนั้นอีกไม่นาน...เค้าก็เิืริ่มไม่รับโทรศัพท์...และบอกว่า ไม่ต้องโทรหาเค้าบ่อย

อึ้งไประยะหนึ่งเลย..........

เค้าคงเข้าใจว่าเราอยากเป็นแฟนเค้ามั้ง...ความจริงเราก็แค่ชอบนะ...ถ้าให้เป็นแฟน..มันคงเป็นไปไม่ได้

(ประมาณว่าตั้งชื่อลูกไว้เรียบร้อย)......

สงสารเค้าเหมือนกัน...แต่เราก็ช็อค...เพราะตอนแรกก็วางแผนจะไปเที่ยวที่มอเค้าเหมือนกัน

บังเอิญว่าเพื่อนเก่าที่นั่นประมาณ โหลหนึ่งโทรมากระตุ้นให้ไปด้วย

จำได้ว่า...เหมือนตายไปประมาณเดือนหนึ่ง...เพื่อนเราที่เคยคุยกับเค้าบอกว่า...เค้าบอกว่าเค้ายังไม่อยากมีแฟน

แต่ถ้าเค้ามี...เค้าเรียนแบบนั้น เค้างานเยอะ..ถ้ามีแฟนเค้าก็อยากได้แฟนที่มา take care เค้า..เข้าใจค่ะ

เมื่อโดนห้ามโืทร...ฉันก็รู้สึกสับสน..อยากเล่าอะไรให้เค้าฟังเยอะแยะ

แต่โทรหาไม่ได้..ฉันเลยตัดสินใจเขียน diary ..เป็นการเขียนถึงเค้าทุกวัน เป็นเวลาหนึ่งเดือน

จนเพื่อนเก่าๆ ติดต่อมา ....ช่างมัน...ฉันไม่ได้จะไปหาเค้าซักหน่อย...เพื่อนคนอื่นฉันก็มีเว่ย

ฉันตัดสินใจเก็บเงินก้อนแรกในชีวิต

...แต่มันบ้าบิ่นมากเลยนะ กับการเดินทางคนเดียวครั้งแรก...และตั้งนั่งรถ6ชั่วโมงกว่าๆ...ตอนกลางคืน

ฉันกำหนดวันเดินทางแน่นอน.......พอเค้ารู้วัน..เค้าก็โทรมาถาม...

ฉันตัดสินในเลื่อนกำหนดให้เร็วขึ้น โดยสั่งห้ามเพื่อนทุกคนอย่าบอกเค้า....

แต่ตอนที่ฉันกำลังรอขึ้นรถอยู่นั้น เค้าก็โทรมา...แล้วบอกว่า ลองโทรมาเฉยๆ...

ฉันไม่ได้โง่นะ....ไม่สนใจก็ไม่สนใจฉันให้ตลอดสิ....อย่างนี้เค้าเรียกว่า...ให้ความหวัง

พอไปถึงจุดหมาย...ฉันก็อยู่กับเพื่อนๆ...happy...

ผ่านไป เกือบ 2 วัน...เค้าก็โทรมาพร้อมกับคำถามว่า "อยู่ไหน"....

ยังไงก็เพื่อน......เค้าเปลี่ยนไปเยอะ...หน้าตาเถื่อนจัด....บุคลิกโสโครกที่เพิ่มขึ้น....

แต่พอได้ไปเข้าเรียนด้วย....ก็รู้สึกว่า...เค้ามีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่เค้ารักจริงๆ

ความศรัทธาในตัวผู้ชายคนนี้ก็ยังไม่จางไป

..................ฉันไปอยู่ที่นั่น 1 อาทิตย์

ก่อนกลับฉันฝากเพื่อนเอา diary เล่มนั้นให้เค้า...และฉันก็ได้รับโทรศัพท์บอกว่า "เค้าอ่านแล้วนะ" หลังจากที่กลับมาุถึงที่มอ............

.........................ตัดไม่ขาด..................................

เราก็ยังติดต่อกัน...แต่ก็นานๆครั้ง โดยส่วนมากเค้าก็ไม่ค่อยรับโทรศัพท์ตามสไตน์..

วันไหนที่คุยกันได้เกิน 5 นาทีนี่แสดงว่า...โชคดีสุดๆ วันรุ่งขึ้นฉันต้องไปทำบุญเลยแหล่ะ

............เราก็อยู่กันมาอย่างนี้เรื่อยๆ..................จนกระทั่งธันวาปีนี้

มันเริ่มแปลก โดยเวลาฉันออนไลด์ เค้าเริ่มเข้ามาทักก่อน..........ผิดปกติ

จนกระทั่ง เค้าเปลี่ยนหัวข้อออนไลด์...มันเป็นอะไรที่ฉันสัมผัสได้ว่ามันต้องมีอะไรที่ไม่เหมือนเดิม

วันที่ 1 name"t"

วันที่ 2 name"0"

วันที่ 3 name"e"

วันที่ 4 name"y".............ฉันถามทุกวันถึงความหมายของตัวอักษรเหล่้านี้

วันแรกเค้าตอบมั่ว วันที่สองให้2ไปถามเพื่อน วันที่ 3 เงียบ..และัวันสุดท้ายฉันก็ได้รู้คำตอบ

ฉันไม่ได้อ่านคำนี้ออกหรอกว่ามันเป็นชื่อคน

บังเอิญว่า..ได้คุยกับเพื่อนที่เรียนอยู่กับเค้า ..เล่าให้ฟังว่าเึค้ากำลังกิ๊กกับสาวอยู่

ไม่ว่าสาวคนนั้นจะเป็นใคร..คงต้องบ้าบิ่นพอสมควร และใช้ึความกล้าหาญอย่างมากที่กิ๊กกับผู้ชายคนนี้ได้ ฉันคิด..

ผู้ชายที่มีโลกส่วนตัวสูง..พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องคนนี้

แล้วเค้าก็พลาด...ที่ส่ง friend request hi5 มาให้ฉัน..............ปริศนาคำคัวอักษรสี่ตัวก็เลยถูกเผย

ความรู้สึุกศรัทธาในความเป็นตัวของตัวเองของผู้ชายคนนี้..ค่อยๆลดลง

เมื่อฉันทราบได้ว่าที่เค้ายอมมาเล่นเวบไร้สาระแบบคนทั่วไป..เพียงเพราะผู้หญิงคนหนึ่งบอกให้ทำ

..ผู้หญิงคนนี้น่ารักจริงๆ ...ฉันยอมรับ...

ฉันไม่ใช่ประเภทนางมารร้ายที่พอตัวเองถูกปฎิเสธ..ก็ไปโวยวาย ไปวุ่นวาย สาปแช่งเค้า

ฉันออกจะทึ่งในตัวผู้หญิงคนนี้ด้วยซ้ำ

ที่สามารถทำให้ผู้ชายที่คุยกับฉันไม่้เกิน 5 นาที่คุยกับเธอได้เป็นหลายๆ ชั่วโมง

ที่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้ชายที่ไม่ค่อยยินดียินร้ายกับโลก..เป็นผู้ชายที่สนใจว่าโลกนี้ยังมีคนอื่นอยู่

ที่สามารถทำให้ผู้ชายที่พูดจาห้วนๆกับฉัน สามารถพูดจาไพเราะ อ่อนหวานกับเธอได้

...และสามารถเปลี่ยนเค้ากลายเป็นผู้ชายอีกคน...คนที่ฉันไม่เคยรู้จัก

 

ฉันร้องไห้อยู่ คืนหนึ่งหลังจากรู้ว่าเค้ามีกิ๊ก..แต่พอ..ฉันรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเค้า ฉันก็ทำใจ

เพราะผู้ชายคนที่ีฉันเคยชอบได้หายไปแล้ว

ฉันตัดสินใจลบเมล์ของเค้า...เพราะบอกว่าทำใจได้ยังไง

ฉันก็ไม่อาจจะอ่านข้อความหวานประเภท คิดถึง...จัง...หรือ รักเธอจังได้ทุกวันที่ฉันใช้ MSN หรอก

ส่วนเรื่องโทรศัพท์...ก็คงรอเค้า หรือไม่ก็ฉันแต่งงานไปก่อน

ถึงจะโทรไปหาเค้าใหม่...โดยจะได้สบายใจในทุกๆฝ่าย..ว่าฉันได้โทรไปในฐานะเพื่อนจริงๆ

 

.............................................

edit @ 13 Dec 2007 01:16:29 by นภธารา

edit @ 13 Dec 2007 01:44:30 by นภธารา